ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง

ผมอยากจะรวบรัดนำทุกท่านมารู้จักในส่วนที่แยกขยายออกไปจากบ้านปากลัด ความจริงแล้วในอดีต คำว่าปากลัดมันกินอนาเขตไกลไปถึงบางมด มัสยิดคอลีดีนเลย ยุคนั้นมัสยิดไม่มีเลย ทุกคนต้องมาละหมาดกันที่ปากลัด ไล่ไปจากบางมด ครุใน สำโรง แม้แต่มัสยิด อัลอิสติกอมะฮ์ (อ.เซ็ง)ก็ยังไม่มี ทุกคนต้องมาละหมาดกันที่บ้านปากลัด

วันศุกร์จึงเป็นวันพิเศษจริงๆที่ทุกคนต้องหยุดภารกิจ เตรียมตัวไปละหมาดวันศุกร์กัน ฉะนั้นรอบๆบ้านปากลัด จึงต้องบอกผู้คนว่าจะเข้าไป “ในบ้าน” คำว่าในบ้านนั้นหมายถึงการเข้าไปบ้านปากลัดนั้นเอง สมัยนั้นการคมนาคมมีให้เลือกสองอย่างเท่านั้น คือทางน้ำกับบนบก   ทางน้ำก็ใช้ลำคลองเป็นหลัก ลำคลองที่ว่านี้มีชื่อเรียกว่า “คลองแขก” น่าจะมาจากพวกแขกมลายูใช้คลองนี้เสมอๆ ก็เป็นได้ คลองนี้แยกจากคลองลัดหลวงก่อนถึงหน้ามัสยิดมีคลองแยกข้างโรงเรียนสามัคคีธรรม ส่วนที่ผ่านหน้ามัสยิดจะผ่านกุโบร์ ทั้งสองส้วนนี้จะไปบรรจบกันที่คลองข้างบิ๊กซีพระประแดงเลยข้ามถนนสุขสวัสดิ์ไปสิ้นสุดที่เลยท้ายซอยสุขสวัสสดิ์ 64/10  ส่วนทางบกถ้าไม่เดินก็ขี่ม้า ถ้ามาจากบางมดผ่านสพานควาย(ข้างโรงเรียนสามัคคีบำรุง) ตัดข้ามทุ่งมาหยุดที่ศาลาพักเหนื่อยท้ายซอยสุขสวัสดิ์ 64/10 เรียก”ศาลาโกหก” ข้างบ้านยีมาน มูซอ หายเหนื่อยแล้วก็เดินข้ามทุ่งผ่านบริเวณที่เป็นไปรษณีญ์ปากลัดเดี๋ยวนี้ผ่านกุโบร์ก็ถึง “ในบ้าน” ฉะนั้นใครจะใช้วิธีใด ก็ต้องคำนวณเวลากันให้ดี ที่แน่ๆคนผู้ใหญ่เล่าว่าต้องออกกันตั้งแต่เช้า มาเรื่อยๆ เตรียมชุดละหมาด ชุดอาบน้ำกันมาด้วย เมื่อมาถึง “ในบ้าน”ก็มาอาบน้ำกันที่บ้านญาติบ้าง หน้ามัสยิดบ้าง เพราะสมัยนั้นน้ำในลำคลองยังใช้ได้ กุ้งหอยปูปลาอุดมสมบูรณ์

ผมจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเวลามีงานแต่ละที จะต้องมีการยิงปืน ภูมิปัญญาตรงนี้คือการให้สัญญาณว่ามีการทำบุญแล้ว ก็จะมาช่วยกัน มันไม่ใช่เป็นพิธีกรรมแต่อย่างใด แม้คำที่ใช้ว่าตั้งงาน เท่าที่ผมเห็นในสมัยเด็กๆ มันคือการเตรียมข้าวปลาอาหารไว้เลี้ยงคนที่จะมาช่วยงาน สมัยนั้นก็ต้องบอกว่าอยู่กันสามวันก่อนงานและสามวันหลังงานเลยทีเดี่ยว

ภูมิปัญญาอีกสิ่งหนึ่งที่เราค้นพบคือสัญลักษณ์ต่างที่มีการใช้กันในหมู่ชาติพันธุ์มลายู เช่นเรื่องธง เราต้องยอมรับก่อนนะว่าธง ชนชาติอิสลามเป็นผู้ใช้ชนชาติแรกๆ กลุ่มชาติพันธุ์มลายู เมื่อครั้งที่ปาตานีดารุลมาอาเรฟ เจริญรุ่งเรืองจนได้รับการเรียกขานว่า “ระเบียงของมักกะฮ์” นั้น สัญลักษณ์เหล่านี้มันได้ถ่ายทอดมากับบรรพชนที่มาอยู่กรุงสยามด้วย

ความเป็นเชลย การไม่ไว้วางใจยังมีสูงมาก สิ่งเดียวที่เขาแตะน้อยที่สุดคือเรื่องความเชื่อ เพราะอย่าลืมว่าในกรุงสยามเวลานั้น แม่ทัพนายกองก็เป็นมุสลิม ผมวิเคราะห์จากใจจริงเลยว่า กรุงสยามหากไม่ได้แม่ทัพนายกองที่เป็นมุสลิม ปาตานีไม่น่าแตก เพราะตีหลายครั้งแล้วก็ไม่แตก ฉะนั้นในเรื่องความเชื่อพระมหากษัตริย์สมัยนั้นทรงได้รับคำแนะนำจากแม่ทัพนายกองว่าอย่าไปยุ่งในเรื่องความเชื่อเลย…ยุคนั้นอิทธิพลตะวันตกยังไม่มากเท่าปัจจุบัน การใส่ร้ายป้ายสีไม่มี ผู้ปกครอง จึงรับฟังการแนะนำจากภายในมากกว่า และก็ตรงนี้เอง ทำให้ความกระด้างกระเดื่อง ขัดขืนจึงแทบไม่มี

การจะรวมตัวพบปะหารือมีวิธีเดียวคือการทำบุญที่สามารถเปิดเผยได้ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ว่าเราบรรพบุรุษเดียวกันคือธง เท่าที่ผมสอบถามคนผู้ใหญ่คือแม่ผมเอง เล่าว่าสมัยที่พ่อของแม่ผม(คือแชจิ๊) พบกับแชมัด(พ่อของพ่อผม) แชจิ๊เห็นธงสีขาวถึงกับพูดกับแชมัดว่า เราโต๊ะแนะๆเดี่ยวกัน เราเป็นญาติกัน พวกเราชอบเอาคำว่าโต๊ะแนะๆไปผูกกับผี เครือญาติเลยหายหมด คำว่าโต๊ะแนะๆคือบรรพบุรุษปู่ย่าตายาย

ถ้าเราพูดว่าโต๊ะแนะๆ ท่านนบีมุฮัมมัดคือนบีอิบรอฮีม ความเข้าใจคือประมาณนี้ ฉะนั้นถ้าไม่เล่นคำ เล่นประโยคปัญหามันก็จบ หรือไม่มีนัยยะกระแนะกระแหน เราก็ไม่ต้องมาทะเลาะ จับผิดกัน ปัญหาก็จะไม่เกิด เอกภาพในหมู่เครือญาติก็ยังคงอยู่